ศิษย์หลวงปู่
← กลับสู่หน้าแรก

สัตยาสาบาน

ปรับขนาดอักษร:

ตอนจบปัจฉิมบท - คืนสู่แดนมนุษย์ สิ้นสุดสัตยาสาบาน

สลักเรื่องราวโดย: ศิษย์หลวงปู่
ฉากเปลี่ยน

เสียงคลื่นน้ำซัดสาดกระทบฝั่งดังก้องแข่งกับเสียงหอบหายใจของทุกคนบนเรือ เรือหางยาวลำน้อยที่ผ่านพ้นมรสุมแห่งบาดาลค่อยๆ เทียบท่าอย่างทุลักทุเล ณ ลานหน้าองค์พระธาตุกลางน้ำองค์จำลองที่สร้างขึ้นบนฝั่งเมืองหนองคาย บรรยากาศยามค่ำคืนเงียบสงัดจนน่าขนลุก มีเพียงแสงไฟสลัวจากริมทางและแสงจันทร์ที่ส่องกระทบผิวน้ำสีหมึก

ทันทีที่หัวเรือแตะขอบปูน ร่างของชลซึ่งมีอาการบาดเจ็บสาหัสที่ขา ถูกพยุงขึ้นมาบนแผ่นดินด้วยความยากลำบาก ป้ารี ที่ยืนชะเง้อคอรออยู่บนฝั่งด้วยความกระวนกระวายใจมาพักใหญ่ เมื่อเห็นสภาพหลานและลูกๆ ของตน หญิงวัยกลางคนก็หน้าซีดเผือด เรี่ยวแรงที่ขาทรุดฮวบจนแทบจะล้มทั้งยืน

"ชล! ทำไมสภาพเป็นแบบนี้ มาร์ค เกิดอะไรขึ้นลูก" ป้ารีร้องไห้โฮ เสียงของคนเป็นแม่แตกพร่าด้วยความตกใจสุดขีด ร่างอวบวิ่งถลันเข้าไปหา มือไม้สั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ขณะพยายามหยิบเอาผ้าขึ้นมาประคบห้ามเลือดที่ขาของลูกสาว น้ำตาของป้ารีหยดแหมะลงบนแผลของชลด้วยความปวดใจ

มาร์คที่แบกรับน้ำหนักของน้องสาวค่อยๆ วางชลลงบนพื้นอย่างระมัดระวัง ชายหนุ่มหอบหายใจหนักหน่วงราวกับเพิ่งวิ่งฝ่ากองเพลิงมา ดวงตาที่สามของเขายังคงเต้นตุบๆ อย่างรุนแรงบริเวณหว่างคิ้ว เส้นเลือดปูดโปนและผิวหนังบริเวณนั้นร้อนผ่าวจนแทบระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ มันคือผลข้างเคียงจากการปะทะกับกระแสวิญญาณที่เกรี้ยวกราด

"เราทำสำเร็จแล้วครับป้า ฟ้าทำพิธีถอนคำสาบานจบแล้ว" มาร์คเค้นเสียงตอบอย่างยากลำบาก

ป้ารีกอดร่างที่สั่นเทาของชลไว้แน่นในอ้อมอก หันขวับไปมองฟ้าที่เพิ่งเดินตามขึ้นมาจากเรือด้วยสภาพเปียกปอนไปทั้งตัว ใบหน้าของฟ้าซีดเซียว ดวงตาบวมช้ำและเต็มไปด้วยความอ่อนล้าอย่างถึงที่สุด ป้ารีมองหลานสาวด้วยสายตาที่ทั้งรักทั้งโกรธเคืองในโชคชะตา ก่อนจะตวาดขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

"พอแล้ว! กลับโรงแรมเดี๋ยวนี้ ป้าไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องลี้ลับอะไรนี่อีกแล้ว พอที! ชีวิตลูกป้าทั้งคน ป้าไม่ยอมแลกกับอะไรทั้งนั้น!" เสียงของป้ารีดังก้องลานพระธาตุ มันคือคำประกาศกร้าวของคนเป็นแม่ที่พร้อมจะปกป้องสายเลือดของตนจากทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเทพเทวาหรือพญานาคผู้ยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ตาม

แต่ในจังหวะที่ทุกคนกำลังจะหันหลังกลับเพื่อหนีไปจากความบอบช้ำนี้ ชล ซึ่งอยู่ในอ้อมกอดของแม่ ได้ฟื้นคืนและทรุดตัวลงไปกองกับพื้นปูนอย่างหมดเรี่ยวแรง ลมหายใจของเธอสะดุดกึก ร่างกายกระตุกเกร็ง จิตสัมผัสที่ไวต่อโลกวิญญาณของเธอถูกดึงกระชากเข้าสู่ 'ภวังค์ขั้นสูง' อีกครั้งอย่างกะทันหัน น้ำตาของหญิงสาวไหลทะลักออกมาไม่ขาดสายราวกับเขื่อนแตก ทว่าคราวนี้มันไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกายจากบาดแผลที่ขา แต่เป็นความร้าวรานทางจิตใจอันมหาศาลที่ถูกส่งผ่านมาจากใครบางคน... ใครบางคนที่กำลังแหลกสลายอยู่ใต้ผืนน้ำอันมืดมิด

"แม่... อย่าเพิ่งไป..." ชลสะอื้นหนักจนตัวโยน เสียงของเธอแผ่วเบา สั่นเครือ แต่กลับก้องกังวานลึกเข้าไปในความเงียบงันของค่ำคืน

"ท่าน... ท่านพญานาคราช... ท่านอยากขอคุยเป็นครั้งสุดท้าย... ท่านร้องไห้หนักมาก ท่านขอร้อง..." ชลพยายามเค้นคำพูดออกมาท่ามกลางก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ที่คอ ความรู้สึกเจ็บปวดของการสูญเสียคนรักอย่างไม่มีวันหวนกลับถูกถ่ายทอดมาที่เธอจนหัวใจแทบจะหยุดเต้น

"ไม่เอา! แม่ไม่อนุญาต ลูกเจ็บขนาดนี้แล้วนะ" ป้ารีตวาดเสียงแข็ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวและหวงแหน หญิงวัยกลางคนกางแขนออก ขวางหน้าหลานๆ ไว้สุดฤทธิ์ ปกป้องพวกเขาประดุจแม่ไก่กางปีกป้องลูกเจี๊ยบจากพญาเหยี่ยว

"แต่ป้าคะ... หากเราไม่เคลียร์ให้จบตรงนี้ ความค้างคาใจนี้จะติดตัวฟ้าไปตลอดชีวิตนะคะ..." ท้องฟ้าเอ่ยขึ้น น้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งไปเอ่อคลอเบ้าขึ้นมาอีกครั้ง หญิงสาวกุมหน้าอกซ้ายของตัวเองแน่น เธอสัมผัสได้... สัมผัสได้ถึงความเศร้าโศกอันหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านขึ้นมาจากผืนน้ำโขงเบื้องหลัง มันเป็นความเศร้าที่ลึกซึ้งจนทำให้เธอแทบหยุดหายใจ

"แม่..." ชลเอื้อมมือที่เย็นเฉียบไปกุมมือผู้เป็นแม่ไว้แน่น พลังญาณสัมผัสของชลเปิดกว้าง เธอถ่ายทอดความรู้สึกเวทนาและความปวดร้าวร้อยพันปีที่เธอได้รับ เข้าสู่หัวใจของป้ารีโดยตรง

"ท่านไม่ได้ตั้งใจทำร้ายชล... ท่านเสียใจจริงๆ ขอเวลาแค่ห้านาที... ให้พวกเขาได้ลาจากกันอย่างสมบูรณ์เถอะนะคะ"

วินาทีที่กระแสความรู้สึกนั้นไหลผ่านฝ่ามือ ป้ารีนิ่งอึ้งไปเบิกตากว้าง หญิงวัยกลางคนได้สัมผัสถึงมวลความเศร้าที่หนักอึ้งราวกับภูเขาทั้งลูกถล่มทับลงมากลางอก มันเป็นความว้าเหว่ ความสำนึกผิด และความรักที่บริสุทธิ์จนน่าใจหาย หัวอกของคนเป็นแม่และผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามาก อ่อนยวบลงในที่สุด น้ำตาของป้ารีร่วงหล่นลงมาอย่างห้ามไม่อยู่

"...ก็ได้ แค่แป๊บเดียวนะ ถ้าไม่ไหวต้องหยุดทันที"

มาร์คพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น เขาสูดหายใจลึกยาวๆ เข้าปอด รวบรวมสมาธิและพลังจิตทั้งหมดที่มีในร่าง เพ่งไปที่จุดกึ่งกลางหน้าผาก ดวงตาที่สาม ของเขาเบิกโพลงขึ้นอย่างเต็มกำลังในมิติวิญญาณ แสงสีทองจางๆ แผ่ออกมาจากร่างของชายหนุ่มเบาๆ ส่องสว่างฝ่าความมืดมิด ในขณะเดียวกัน ชลก็หลับตาลง ปล่อยให้สติสัมปชัญญะทิ้งดิ่งลงสู่ ผสานภวังค์ขั้นสุด อดทนต่อความเจ็บปวดทางกาย เพื่อทำหน้าที่เป็น 'เสาเข็ม' ตรึงมิติวิญญาณให้ซ้อนทับกับโลกมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบ

ฉับพลันนั้น อากาศรอบลานหน้าพระธาตุเกิดการบิดเบี้ยวคล้ายภาพลวงตา อุณหภูมิรอบบริเวณลดฮวบลงอย่างรวดเร็วจนเกิดไอเย็นสีขาวขุ่นลอยกรุ่นขึ้นเหนือพื้นดิน แสงจันทร์วันเพ็ญที่สาดส่องลงมาอาบไล้องค์พระธาตุจำลอง บัดนี้ได้ทำปฏิกิริยากับม่านพลัง เผยให้เห็นละอองแสงที่ค่อยๆ ก่อตัวและรวมกันเป็นร่างของใครคนหนึ่งที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าทุกคน... นี่ไม่ใช่นิมิตที่เห็นได้เฉพาะผู้มีสัมผัสพิเศษอีกต่อไป แต่เป็น การปรากฏตัวให้เห็นด้วยตาเนื้อ อย่างชัดเจนที่สุด

ลุงด๊วดและป้ารีเบิกตากว้างจนแทบหยุดหายใจ มือของลุงด๊วดกำเข้าหากันแน่น ร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้าในระยะประชิดคือบุรุษรูปงามผู้มีกลิ่นอายสูงศักดิ์เหนือสรรพสิ่ง สวมเครื่องทรงกษัตริย์โบราณวิจิตรบรรจง สีทองสลับดำทะมึนสะท้อนแสงจันทร์ แววตาสีแดงฉานคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยอำนาจ บารมี และความลี้ลับที่หยั่งไม่ถึง... พญาตยาคนาคราช องค์นาคาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ ได้ปรากฏกายในร่างจำแลงมนุษย์อย่างสมบูรณ์

แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงจนแทบลืมหายใจ ไม่ใช่ความสง่างามหรืออิทธิฤทธิ์ขององค์นาคาธิบดี หากแต่เป็นสิ่งที่ท่านกระทำเป็นลำดับแรกเมื่อเหยียบย่างลงบนผืนแผ่นดินมนุษย์

พญาตยาคนาคราชไม่ได้มองไปที่ท้องฟ้า แต่ท่านกลับก้าวเดินอย่างเชื่องช้าเข้ามาหาป้ารีและลุงด๊วด ก่อนที่ร่างสูงสง่านั้นจะ ทรุดเข่าลงกับพื้นปูน อย่างหมดมาดกษัตริย์ สองมือหนาที่เคยทรงอำนาจปกครองวังบาดาลอันกว้างใหญ่ พนมขึ้นแนบหว่างอก แล้วก้มลงกราบจรดหน้าผากแทบเท้าของป้ารี แต่ป้ารีรับการกราบของท่านไว้ก่อนที่จะถึงเท้าป้ารี น้ำตาของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ไหลรินลงมากระทบพื้นดินหยดแล้วหยดเล่า เสียงสะอื้นไห้ของบุรุษผู้มีอายุขัยนับพันปีดังก้องลานพระธาตุ มันระงมและแตกร้าวขื่นขมจนฟังแทบไม่เป็นศัพท์

"ข้าพเจ้า... ขอสมาลาโทษ..." เสียงทุ้มลึกที่เคยทรงอำนาจ บัดนี้สั่นเครือและเอ่ยขึ้นอย่างยากลำบาก

"ข้าพเจ้ามิเคยมีจิตคิดร้ายต่อสายเลือดของท่านเลยแม้แต่น้อย เหตุการณ์ที่เรือแทบอับปางและทำให้แม่หญิงผู้นี้ต้องหลั่งเลือด เป็นเพราะความโกรธาของเหล่าบริวารข้าพเจ้าที่มิอาจยอมรับการสูญเสียครั้งนี้ได้... ข้าผู้เป็นนาย มิอาจควบคุมพวกเขาได้ทันกาล จึงขอรับผิดชอบและกราบขอขมาต่อหัวใจของคนเป็นแม่...และกราบขอบพระคุณที่ท่านอนุญาตให้ข้าได้มาร่ำลาเป็นครั้งสุดท้าย ขอท่านโปรดอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าและบริวารด้วยเถิด"

ป้ารียืนนิ่งงันราวกับถูกมนต์สะกด น้ำตาของคนเป็นแม่ไหลพรากอาบสองแก้มเมื่อเห็นความถ่อมตนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตรงหน้า ท่านเป็นถึงกษัตริย์บาดาล มีฤทธานุภาพล้นฟ้า สามารถบันดาลลมฝนหรือจมเมืองทั้งเมืองได้ในพริบตา แต่กลับยอมคุกเข่า ทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดเพื่อหลั่งน้ำตาขอโทษมนุษย์ธรรมดา เพียงเพราะความห่วงใยที่แม่มีต่อลูกสาว

"ลุกขึ้นเถิดท่าน..." ป้ารีย่อตัวลงรับไหว้ด้วยมือที่สั่นเทา น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด ความโกรธเคืองมลายหายไปสิ้น "หม่อนฉันไม่ถือโทษโกรธเคืองอะไรท่านเลย หม่อมฉันเข้าใจหัวอกท่านดี... ความรักและความสูญเสียมันเจ็บปวด หม่อมฉันอโหสิกรรมให้ทุกอย่าง ขอให้ท่านอย่าได้มีบ่วงกรรมใดๆ ติดตัวไปเลยนะเพคะ"

ลุงด๊วดที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบยกมือทั้งสองขึ้นพนมท่วมหัว น้ำตาของชายวัยลุงซึมออกมาด้วยความซาบซึ้งใจ "สาธุ... ท่านเป็นถึงพญานาคราชยังยอมลดตัวขนาดนี้ ข้าพเจ้าก็อโหสิให้หมดใจเลยครับ ขอให้ท่านพบเจอแต่ความสงบนะท่านนะ"

หลังจากองค์นาคาธิบดียอมลดทิฐิและกราบขอขมาต่อป้ารีผู้เป็นตัวแทนของมารดาในชาตินี้ ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องทรงกษัตริย์โบราณก็ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น แล้วหันกลับมาหา ท้องฟ้า หญิงสาวผู้เป็นดั่งดวงใจ เป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เขารอคอยและเฝ้าตามหามานับพันปี

พญาตยาคนาคราชไม่ได้เดินเข้ามาหาเธออย่างสง่างามเฉกเช่นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อีกต่อไป ทว่าร่างนั้นกลับเดินโซเซไร้เรี่ยวแรง และทรุดฮวบลงคุกเข่าเบื้องหน้าหญิงสาวราวกับคนหมดสิ้นแล้วซึ่งพลังชีวิต นัยน์ตาสีแดงฉานที่เคยเปี่ยมไปด้วยอำนาจบารมี บัดนี้พร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย มันคือความเจ็บปวดขั้นสุดของการถูกฉีกกระชากวิญญาณซ้ำแล้วซ้ำเล่า การต้องยอมรับว่าความรักนิรันดร์ไม่มีอยู่จริง

ท้องฟ้าทรุดตัวลงนั่งพับเพียบกับพื้น ร้องไห้สะอื้นจนตัวโยน ไหล่บางสั่นสะท้านอย่างน่าสงสาร เธอพนมมือขึ้นแล้วก้มกราบลงที่หน้าตักของเขาอย่างสุดซึ้ง ทันทีที่หน้าผากของเธอแตะลงบนผ้าไหมสีทองที่เย็นเฉียบ สองมือใหญ่ที่สั่นเทาอย่างรุนแรงขององค์นาคราชก็เอื้อมมาประคองใบหน้าของเธอขึ้นมาอย่างทะนุถนอม นิ้วหัวแม่มือของท่านเกลี่ยซับน้ำตาให้เธออย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าหากสัมผัสแรงไป หญิงสาวตรงหน้าจะแตกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี

"ธารนภา..."

เสียงทุ้มลึกที่เปล่งออกมาเรียกชื่อนั้นแตกพร่าและสั่นเครือจนแทบขาดใจ มันไม่ใช่เสียงของจอมราชันย์แห่งบาดาลผู้เกรียงไกร แต่เป็นเพียงเสียงของชายผู้แหลกสลาย ชายที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่กับความทรงจำ ชายที่สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

"พี่ยอมเจ้าแล้ว ธารนภาเทวี..." เสียงของท่านร่ำพรรณนาเป็นภาษาไทยโบราณ ทุกถ้อยคำแฝงไปด้วยความร้าวรานที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ หยดน้ำตาของท่านร่วงหล่นกระทบพวงแก้มของฟ้า

"พี่หมายจะพาเจ้าไปตั้งแต่เมื่อสิบสามปีก่อน หากแต่มีคนช่วยเหลือเจ้าไว้ จนครานี้ จะครบรอบสิบสามปีอีกครั้ง ก็ยังมีคนช่วยเหลือสืบสิริชาตาเจ้า พี่มิได้ตั้งใจจะทำร้ายเจ้าเลย พี่แค่มาขอทวงสัญญาคืนเท่านั้น... แต่บัดนี้ พี่ได้ประจักษ์แจ้งแล้วว่า เวลาของเราสองนั้นได้จบสิ้นลงแล้วจริงๆ เจ้าในชาตินี้ มิใช่นางเทวีของพี่อีกต่อไป แต่เป็นสตรีผู้มีชีวิต จิตใจ และครอบครัวที่เจ้ารักยิ่งกว่าสิ่งใด ในนามของพี่นั้นซึ่งเป็น'ผู้เสียสละที่สุดเป็นอย่างยิ่ง' พี่นั้นขอยอมเสียสละ... ยอมปล่อยเจ้าไปตามทางที่เจ้าปรารถนามาตลอด ตั้งแต่คราที่เคยเป็นอดีตธารนภาเทวี... ว่าเจ้านั้นอยากศึกษาพระธรรมตามรอยพุทธองค์ ดังนั้น...เจ้าจงจำชื่อพี่...ให้สถิตในใจของเจ้าตลอดไปเถิด"

น้ำตาของท้องฟ้าหยดแหมะลงบนหน้าตักของท่าน ความรู้สึกผิดโจมตีหัวใจของเธออย่างหนักหน่วง

"หนูขอโทษ... หนูขอโทษจริงๆ ..."

ด้วยญาณหยั่งรู้ที่สามารถอ่านเข้าไปถึงก้นบึ้งจิตใจของมนุษย์ องค์นาคราชรับรู้ถึงความเจ็บปวด ความรู้สึกผิด และความทรงจำมากมายในยุคสมัยของฟ้าที่ตีรวนอยู่ในหัวของเธอ ท่านโอบกอดความรู้สึกเหล่านั้นไว้ทั้งหมดด้วยความเวทนา ก่อนจะหลับตาลง แล้วเอื้อนเอ่ยถ้อยคำที่ถูกร้อยเรียงมาจากจิตใต้สำนึกของมนุษย์ยุคปัจจุบัน ราวกับบทเพลงรำพันใน 'ภวังค์จิต' เพื่อสื่อให้หัวใจดวงน้อยได้เข้าใจถึงความรักที่ไร้กาลเวลาของท่าน... ความรักที่แม้จะแตกสลาย แต่ก็ยังคงงดงามเสมอ

กาสะลองร่วงหล่นพื้น
วันคืนเนิ่นนานเปลี่ยวเหงาลมหนาวพัดโบกโบย
โชยกลิ่นรักจากใจอ้ายให้ลอยลมไปหาน้อง
เพื่อเป็นผ้าฝ้ายมอบไออุ่น
เฮือนแก้วใดบ่งามเท่าความดี
ที่ตัวน้องมีให้อ้ายนั้นมันงามล้ำ
บ่มีเพชรพลอยไพลินจินดาคำ
แต่เมื่อมีธรรมนำน้องก็สุขใจ

ฉันเชื่อว่าเธอยังคงรักกัน รักมั่นไม่เสื่อมสลาย
ไม่จากไปไหน
วนเวียนคุ้มภัยในยามทุกข์ยามใจตรม
ฉันเชื่อว่าเธอคนที่อยู่บนฟ้า
ทุกกาลเวลาเธอไม่จากไปไหน
ไม่อาจมีสิ่งใดมาพลัดพรากใจเราสอง
แม้ต้องตายจากกันก็เพียงตัวใช่หัวใจ

จุตติจุตตัง มรณังและก็จุตติ
แม้รักกันปานใดแต่ ผลสุดท้ายกลายเป็นอัฐิ
แม้เวลาจะพรากเราจากการรักโลภโกรธหลง
แต่ความดีนั้นยังคงอยู่แม้เรือนร่างโดนลากด้วยพระสงฆ์
ระทมตรอมตรม โศกอารมณ์ใจอาวรณ์
ฝังจิตคิดหายามเวลาเธออาทร
ให้รักสว่างไสวเป็นดังแสงไฟดุจทินกร
ให้รักมอบความอบอุ่นในยามเหน็บหนาวเป็นดังอาภรณ์

รอนแรมเรื่องรักเธอจากไปไกลอีกชาติภพ
ดวงมอญมันโศกนักอยู่แห่งใดจึงไม่ได้พบ
บ้านที่เคยมีเปลเคยไกว หมอนที่เธอเคยนอน
เหลือเพียงแค่เท่าธุลีจากดุ้นฟืนในกองฟอน
ภมรกับช่อดอกไม้ยังมีเฉาและมีจากกัน
ความเศร้าความสุขใดใดจะทิ้งเอาไว้เป็นเบื้องหลัง
เชื่อว่าเธอไม่เคยจากไปและอยู่ในความจำฉัน
จะรักกันคณานับต่อให้ล่วงลับและดับขันธ์...

บทกลอนที่ถูกขับขานด้วยน้ำเสียงโศกเศร้า ดังก้องกังวานไปทั่วลานหน้าพระธาตุ ท่ามกลางแสงจันทร์เพ็ญที่สาดส่องลงมาเป็นพยานแห่งการตัดขาดบ่วงกรรมอย่างสมบูรณ์แบบ ท้องฟ้าสะอื้นไห้จนตัวโยน สองมือปิดหน้าก้มร้องไห้อย่างหมดสภาพ เธอรับรู้ได้ถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ที่ท่านมีให้เธอ การปลดปล่อยที่ต้องแลกมาด้วยหัวใจที่แหลกเหลวของท่านเอง

แหมะ... แหมะ...

หยดเลือดสีแดงสดหยดลงจากจมูกของมาร์ค ชายหนุ่มเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว หอบหายใจรุนแรง ดวงตาที่สามบริเวณหว่างคิ้วของเขากำลังมีเลือดไหลซึมออกมาเป็นทางยาว ในขณะเดียวกัน ชลที่นั่งสมาธิหลับตาอยู่ก็เริ่มหายใจรวยริน ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ร่างกายของมนุษย์ทั้งสองมาถึงขีดจำกัดสูงสุดในการเปิดประตูมิติและเป็นสะพานเชื่อมภพแล้ว

พญาตยาคนาคราชหันไปมองร่างที่สั่นสะท้านของมนุษย์ทั้งสอง ท่านรู้ดีว่าไม่อาจรั้งเวลาแห่งความเศร้านี้ได้อีกต่อไป หากฝืนยื้อเวลานานกว่านี้ มาร์คและชลอาจต้องแลกด้วยชีวิต ซึ่งนั่นจะเป็นการสร้างตราบาปให้แก่ฟ้าไปตลอดกาล

ท่านค่อยๆ ดันตัวท้องฟ้าให้ลุกขึ้นยืนช้าๆ สองมือหนาประคองไหล่บางไว้แน่นเป็นครั้งสุดท้าย มองลึกเข้าไปในดวงตาที่บวมช้ำของเธอเพื่อสลักภาพจำนี้ไว้ในเศษซากวิญญาณ

"เพลาของพี่นั้นคงหมดลงแล้ว... พี่จำต้องไปแล้ว ร่างกายของพี่ชายและพี่สาวเจ้า มิอาจทนรับพลังแห่งมิติภวังค์นี้มิไหวอีกต่อไป"

ท่านถอยหลังไปหนึ่งก้าว เพิ่มระยะห่างระหว่างภพภูมิ ร่างกายที่เคยมองเห็นชัดเจนด้วยตาเนื้อเริ่มโปร่งแสง กลมกลืนไปกับแสงจันทร์สีเงินยวง

"พี่จักคอยดูแลเจ้าห่างๆ ... หากเมื่อใดเจ้ามีภัย ให้เจ้าเอ่ยชื่อพี่ แล้วพี่จะรีบมาช่วยเจ้าในทันใด หากเจ้ามิเอ่ยชื่อพี่นั้น พี่จักมิสามารถมาแทรกแซงกรรมหรือช่วยเจ้าได้... จากนี้ไป ให้เจ้าจงรักษาตัวเองให้ดี เพราะพี่คงไม่สามารถมาติดตามดูแลเจ้า และชี้ทางให้เจ้าได้เหมือนดั่งเคยอีกแล้ว..."

"ท่าน..." ฟ้าเรียกชื่อเขาด้วยความรู้สึกจากอดีตชาติเป็นครั้งสุดท้าย น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความอาวรณ์และคำขอโทษนับพันคำ

พญาตยาคนาคราชยิ้มบางๆ ทั้งน้ำตา... เป็นรอยยิ้มที่เศร้าที่สุดและงดงามที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะได้เห็น รอยยิ้มที่บอกว่าท่านยอมรับชะตากรรมทุกอย่างด้วยความเต็มใจ ก่อนที่ร่างจำแลงในชุดกษัตริย์โบราณนั้นจะสลายกลายเป็นละอองแสงสีทองนับล้านดวง พุ่งกลับลงสู่ผืนน้ำโขงอันดำมืดเบื้องหน้าองค์พระธาตุกลางน้ำอย่างรวดเร็ว

มิติวิญญาณปิดตัวลงอย่างฉับพลันราวกับหน้าต่างที่ถูกกระชากปิด พร้อมกับร่างของมาร์คและชลที่ร่วงลงสู่อ้อมกอดของลุงด๊วดและป้ารีที่ถลันเข้ามารับไว้ได้ทัน

บรรยากาศรอบกายกลับมาเป็นปกติในพริบตา เสียงจิ้งหรีดเรไรและเสียงคลื่นลมดังขึ้นแทนที่เสียงร่ำไห้แห่งวังบาดาล ค่ำคืนที่ยาวนาน หนาวเหน็บ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเต็มไปด้วยความสูญเสียได้สิ้นสุดลงแล้วจริงๆ...

❖ ❖ ❖

รถแล่นออกจากโรงแรม 'ภูวดล แกรนด์ ริเวอร์ไซด์' จังหวัดหนองคายช้า ๆ แสงแรกของวันค่อย ๆ ทอผ่านผืนฟ้าเหนือแม่น้ำโขง ภายในรถเงียบสงบ ลุงด๊วดกำลังขับรถ โดยมีป้ารีนั่งคู่กันอยู่ด้านหน้าและเอนศีรษะพิงกระจก

ส่วนมาร์คสวมแว่นดำเพื่อปกปิดดวงตาที่อาการยังไม่สู้ดีนัก ชายหนุ่มนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างราวกับกำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่ง ภาพตัวเลขที่เคยปรากฏบนหน้าจอบนรถในวันนั้นผุดขึ้นมาในความคิดอีกครั้ง 1 3 5 7 9 ตัวเลขซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่าเป็นเพียงสัญญาณรบกวน หรือความผิดพลาดของเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ทว่าหลังจากได้เห็นสิ่งต่าง ๆ ด้วยตาของตนเอง มาร์คกลับไม่แน่ใจอีกต่อไป ชายหนุ่มทอดสายตามองออกไปยังแม่น้ำโขง ก่อนยิ้มส่ายหน้าเบา ๆ บางที... บางคำตอบ อาจไม่จำเป็นต้องถูกเฉลยก็ได้มั้งนะ…

ในขณะเดียวกัน ชลที่เอนศีรษะพิงไหล่มาร์คขยับตัวอย่างยากลำบาก ใบหน้าของเธอยังซีดเผือดไร้สีเลือด ริมฝีปากแห้งผาก หญิงสาวสูดปากด้วยความเจ็บร้าวที่แล่นริ้วขึ้นมาจากบาดแผลที่ขา มือที่ยังคงสั่นเทาเล็กน้อยล้วงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เลื่อนดูข้อความในแอปด้วยสายตาที่พร่ามัว ก่อนจะฝืนกดโทรออก ไม่นานนัก ปลายสายก็รับ

"ว่าไง" เสียงคุ้นเคยดังขึ้น

หญิงสาวฝืนยิ้มบาง ๆ แม้จะไม่มีใครเห็น น้ำเสียงที่เปล่งออกไปแหบพร่าและอ่อนแรง "ขอบคุณนะ..."

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง "เรื่องอะไร"

"เรื่องเรือ..." ชลตอบ พลางหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า

"ถ้าวันนั้นไม่ได้พี่ช่วยไว้..." นางปล่อยประโยคค้างไว้ หอบหายใจเบาๆ เพื่อกอบโกยอากาศเข้าปอด เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าผลลัพธ์อาจแตกต่างไปจากเดิมเพียงใด

เสียงหึดังเบา ๆ มาตามสาย "เรื่องเล็กน้อย"

"เล็กน้อยตรงไหน..." ชลแย้งด้วยเสียงแผ่วเบาแทบกระซิบ

"หนูยังสงสัยอยู่เลย... ว่าพี่รู้ได้ยังไงว่าพวกเรากำลังต้องการเรือ"

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ

"Life361"

"ห๊ะ?" ชลขมวดคิ้ว ปวดร้าวไปถึงขมับ

"ก็เปิดดูตำแหน่งพวกเธอไง" แท็คตอบเรียบง่าย

"พอเห็นว่าขับรถจากลาวเข้าหนองคาย แล้วไปจอดอยู่แถวริมโขงตั้งนาน ก็เดาออกอยู่แล้วว่ากำลังหาเรือ"

หญิงสาวนิ่งไป ก่อนจะแค่นยิ้มออกมาบาง ๆ เธอไม่มีแรงแม้แต่จะหัวเราะด้วยซ้ำ

"แต่เอาจริงนะ..." ชลเอนศีรษะกลับไปพิงเบาะ หลับตาลงทนพิษบาดแผล

"บางครั้งฉันก็รู้สึกว่า... พี่รู้มากกว่าที่ควรรู้" ปลายสายเงียบไป มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาดังผ่านสายโทรศัพท์

"คิดมาก" อีกฝ่ายตอบสั้น ๆ

ชลพรูลมหายใจออกมายาวๆ "ไม่จริง... หลายเรื่องมันบังเอิญเกินไป"

ปลายสายเงียบอีกครั้ง ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่เดาอารมณ์ไม่ออก

"อาจเพราะครั้งหนึ่ง... ฉันเคยตายไปแล้วก็ได้มั้ง..."

ชลไม่มีแรงแม้แต่จะตกใจหรือซักไซ้ต่อ เธอเพียงแค่ครางรับในลำคอเบาๆ ก่อนจะกล่าวลาปลายสายด้วยความอ่อนเพลียขั้นสุด บทสนทนาสิ้นสุดลงพร้อมกับหน้าจอโทรศัพท์ที่ค่อย ๆ มืดดับ มือของหญิงสาวตกลงข้างตัว ก่อนที่สติของเธอจะจมดิ่งลงสู่ความหลับใหลเพื่อหนีจากความเจ็บปวด

ภายในรถกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ และภาพทิวทัศน์ริมแม่น้ำโขงที่ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไปนอกหน้าต่าง ไม่มีใครพูดอะไรอีก ราวกับทุกคนต่างกำลังจมอยู่กับความคิดของตนเอง หลังจากผ่านคืนอันยาวนานที่สุดคืนหนึ่งในชีวิตมาได้ และท่ามกลางความเงียบนั้น

มีเพียงท้องฟ้าที่ยังคงตื่นอยู่ หญิงสาวมองออกไปยังแม่น้ำโขงซึ่งค่อย ๆ ห่างออกไปทุกขณะ หมอกจาง ๆ เหนือผิวน้ำเริ่มถูกแสงอาทิตย์ยามเช้ากลืนหาย ราวกับไม่เคยมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นมาก่อน นิ้วเรียวค่อย ๆ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา สายตาหยุดอยู่ที่เพลงหนึ่งในแอปฟังเพลง มันคือของขวัญชิ้นสุดท้ายที่เธอได้รับก่อนการจากลา ท้องฟ้าสวมหูฟัง แล้วกดเล่น เสียงดนตรีค่อย ๆ ดังขึ้นแผ่วเบา หญิงสาวไม่ได้มองหน้าจออีก เพียงปล่อยให้สายตาเหม่อมองออกไปยังสายน้ำอันกว้างใหญ่

เมื่อท่วงทำนองบรรเลง ความทรงจำเก่าๆ ก็เริ่มไหลย้อนกลับมาในห้วงความคิด... ภาพเหตุการณ์เมื่อสิบสามปีจากวันนั้น ผุดขึ้นมาทับซ้อนกับภาพตรงหน้า

หัวใจของนางกระตุกวูบอย่างประหลาด เมื่อได้ทบทวนเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมา ราวกับจู่ ๆ เศษเสี้ยวของจิ๊กซอว์ที่กระจัดกระจายอยู่ตลอดหลายวัน ได้เลื่อนไหลเข้าหากันอย่างเงียบงัน คำกล่าวในนิมิต เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างพอดิบพอดี ผู้คนที่ปรากฏตัวในเวลาที่ควรปรากฏ และเส้นทางทุกสายที่นำพานางมาจนถึงพระธาตุกลางน้ำ ทั้งหมดนั้น... เป็นเพียงเรื่องบังเอิญจริงหรือ?

หญิงสาวยกมือขึ้นแตะหูฟังเบา ๆ ก่อนหลับตาลง น้ำตาหยดหนึ่งค่อย ๆ ไหลผ่านพวงแก้ม แต่ครั้งนี้ มิใช่น้ำตาแห่งความหวาดกลัว มิใช่น้ำตาแห่งความสูญเสีย หากเป็นน้ำตาแห่งความเข้าใจ

รถยังคงแล่นต่อไปตามถนนสายยาวเลียบแม่น้ำโขง เสียงเพลงบทกลอนยังคงดำเนินต่อไปในห้วงทำนองอันแผ่วเบา ขณะที่สายน้ำโขงค่อย ๆ เลือนหายไปจากสายตา ท้องฟ้าไม่ได้หันกลับไปมองอีก มีเพียงรอยยิ้มบาง ๆ ที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางคราบน้ำตา ราวกับในที่สุด...

ท้องฟ้าได้พบคำตอบของบางสิ่งที่ตามหามาตลอด เสียงเพลงยังคงบรรเลงต่อไป และค่อย ๆ กลืนหายไปกับแสงอาทิตย์ยามเช้า

พร้อมกันนั้น ก็ได้นำพาเสียงกระซิบแผ่วเบา... เสียงทุ้มลึกที่คุ้นเคย ดังขึ้นในโสตประสาทของฟ้าเพียงคนเดียว...

"หากคราหน้ามีโอกาส... กลับมาเยี่ยมพี่บ้าง ธารนภาเทวีของพี่... พี่จักอยู่ตรงนี้นับอีกนานนับพันปี... และบำเพ็ญเพียรตบะต่อไป... โดยที่ไร้เจ้าเคียงคู่ตลอดกาล..."

♪ ภวังค์จิต ♪

จบบทส่งท้าย... ร่วมสนทนาตีความเรื่องราวได้ที่ลานเสวนา

เข้าสู่ลานเสวนา
ขยายรูปภาพ